Black Ribbon

ลุ้นระทึก สหรัฐงัดมาตรา 301 จ่อฟันสินค้าไทยยกแผง ผวาภาษีสูงสุด 25%

22 กรกฎาคม 2569
ลุ้นระทึก สหรัฐงัดมาตรา 301 จ่อฟันสินค้าไทยยกแผง ผวาภาษีสูงสุด 25%
  • สหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรา 301 ซึ่งเป็นมาตรการภาษีที่รุนแรงและไม่มีกำหนดสิ้นสุด เพื่อจัดการกับสินค้าไทยที่ถูกมองว่ามีการค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • ไทยถูกสอบสวนใน 2 ประเด็นหลัก คือ การใช้แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งสหรัฐฯ สงสัยว่าอาจมีการสวมสิทธิ์นำเข้าสินค้าจากจีนมาส่งออกต่อ
  • ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหากไทยถูกตัดสินว่ามีความผิดทั้งสองกรณี อาจเผชิญอัตราภาษีเพิ่มขึ้นรวมสูงสุดถึง 25% กระทบภาคการส่งออกอย่างรุนแรง

ความเสี่ยงด้านการค้าของไทยกับสหรัฐกำลังเข้าสู่บททดสอบครั้งใหม่ หลังรัฐบาลสหรัฐเตรียมใช้ มาตรา 301 (Section 301) ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐเป็นเครื่องมือจัดการกับประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรม “การค้าที่ไม่เป็นธรรม” แทนการใช้มาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวไม่เกิน 15% (ปัจจุบันเก็บที่ 10%) เป็นเวลา 150 วัน และจะครบกำหนดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรา 301 ใช้เหตุผลเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรม ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นมาตรการที่เปิดทางให้สหรัฐสามารถเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมโดยไม่มีเพดานอัตราภาษี และไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน หากเห็นว่าประเทศคู่ค้าดำเนินนโยบายที่สร้างความเสียหายต่อการค้าและการลงทุนของสหรัฐ

ไทยติดทั้งบัญชีแรงงานบังคับ-กำลังผลิตส่วนเกิน

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ไทยอยู่ในบัญชีสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ทั้ง 2 กรณี ได้แก่ แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่สหรัฐใช้เป็นเหตุผลในการดำเนินมาตรการตามมาตรา 301

ในประเด็นแรงงานบังคับ USTR ได้เผยผลการพิจารณาเบื้องต้นแล้ว โดยเห็นว่าประเทศคู่ค้ารวม 60 ประเทศ รวมถึงไทย ยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับจากต่างประเทศอย่างเพียงพอ จึงเสนอให้ใช้มาตรการภาษีในอัตรา 12.5% สถานะล่าสุดในเวลานี้ยังไม่ประกาศวันเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการไต่สวน

เปิดโผสินค้าเสี่ยงถูกขึ้นภาษีสูงสุด

ดร.อัทธ์ ระบุว่า ความเสี่ยงของไทยไม่ได้อยู่เพียงการใช้แรงงานในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ โดยเฉพาะวัตถุดิบจากมณฑลซินเจียงของจีน เช่น ฝ้าย เส้นด้าย โพลีซิลิคอน กราไฟต์ แม่เหล็ก รวมถึงวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ซึ่งสหรัฐให้ความสำคัญเป็นพิเศษจากกฎหมายคุ้มครองชาวอุยกูร์

สำหรับการผลิตภายในประเทศ ไทยยังมีความเสี่ยงในอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลบางประเภท เช่น กุ้ง หมึก ปูม้า และปูนิ่ม ที่มีการใช้แรงงานข้ามชาติ ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาของสหรัฐ

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง USTR ยังอยู่ระหว่างสอบสวนไทยและอีก 15 ประเทศ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยสหรัฐมองว่า หลายประเทศมีกำลังการผลิตสูงกว่าความต้องการในประเทศ และอาจอาศัยการส่งออกจำนวนมากจนกระทบต่อผู้ผลิตในสหรัฐ ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เหลือต่ำกว่า 50% ในเวลานี้ แต่กลับยังส่งออกไปสหรัฐได้ในระดับสูง จึงทำให้สหรัฐตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศมาดำเนินการเพียงบางขั้นตอน ก่อนส่งออกในฐานะสินค้าไทย หรือที่เรียกว่า Circumvention หรือการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า

“สหรัฐตั้งคำถามว่า หากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและการผลิตลดลง เหตุใดไทยจึงยังส่งออกไปสหรัฐได้เพิ่มขึ้น จึงนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องการสวมสิทธิ์สินค้า”
ทั้งนี้ ปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท จากมูลค่าการค้ารวม 3.06 ล้านล้านบาท และเกินดุลการค้าสหรัฐถึง 1.68 ล้านล้านบาท ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกไปสหรัฐแล้ว 1.19 ล้านล้านบาท เกินดุลการค้า 8.42 แสนล้านบาท สะท้อนว่าสหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ ดร.อัทธ์ มองว่าน่ากังวลไม่แพ้เรื่องแรงงานบังคับ คือการสอบสวนกรณี กำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งแม้ USTR ยังไม่ประกาศผลการพิจารณา แต่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นรายสินค้า

โดยสินค้าที่ไทยมีความเสี่ยงสูงจากการพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีน ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร วงจรรวม (IC) คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ และหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าความเสี่ยงอันดับ 1-10 คิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของมูลค่าการนำเข้าจากจีน ขณะที่สินค้าความเสี่ยงอันดับ 11-20 ได้แก่ สายไฟ เคเบิล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และจอแสดงผล คิดเป็นสัดส่วนอีกประมาณ 14% โดยยังมีกลุ่มสินค้าอันดับ 21 เป็นต้นไปที่อาจถูกตรวจสอบเพิ่มเติมตามความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน

สหรัฐจับตาไทย-เล่นงานจีน

ดร.อัทธ์ ระบุว่า สหรัฐจับตาไทยมากขึ้น เพราะมองว่าไทยพึ่งพาจีนอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านเครื่องจักร ชิ้นส่วน วัตถุดิบ เทคโนโลยี และการลงทุนจากจีน อีกทั้งยังมีบริษัทจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงยิ่งทำให้สหรัฐให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) มากขึ้น

แรงงานบังคับเสี่ยงภาษี 12.5% 

สำหรับกรณีแรงงานบังคับ ประเมินว่า ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ครอบคลุมสินค้าทุกรายการ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ แตกต่างจากหลายประเทศที่มีกลไกตรวจสอบและห้ามนำเข้าสินค้าลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน

ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน แม้ยังไม่มีการประกาศอัตราภาษี แต่หาก USTR มีข้อสรุปให้ดำเนินมาตรการในทิศทางเดียวกัน ไทยอาจต้องเผชิญภาษีเพิ่มเติมในสินค้ารายกลุ่ม โดยประเมินว่า หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีทั้ง 2 กรณี อัตราภาษีรวมอาจสูงถึง 25% โดย 12.5% จากกรณีแรงงานบังคับ และอีก 12.5% จากกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน “หากไทยถูกมาตรา 301 ทั้งสองกรณี ภาษีอาจเพิ่มเป็น 25% และอาจไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุด ถือเป็นความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไทยต้องเตรียมรับมืออย่างจริงจัง”

แนะไทยสร้างเชื่อมั่นห่วงโซ่ไทยเชื่อถือ-ตรวจสอบได้

ดร.อัทธ์ เห็นว่า สิ่งที่ไทยควรเร่งดำเนินการ คือการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ การพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และการกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

พร้อมเสนอให้รัฐบาลประกาศจุดยืนผลักดันไทยสู่ ศูนย์กลางห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เชื่อถือได้และตรวจสอบได้ รวมถึงเร่งสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนกับสหรัฐในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น อาหารสุขภาพ อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตทางเลือกของอาเซียนที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่สหรัฐให้ความสำคัญ

พาณิชย์วิ่งสู้ฟัดเจรจาแจงข้อเท็จจริง

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยกับสหรัฐมีความคืบหน้าต่อเนื่อง หลังไทยบูรณาการข้อเสนอร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส่งให้ฝ่ายสหรัฐพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบว่าจะยอมรับหรือขอปรับแก้ในประเด็นใดเพิ่มเติม

 ล่าสุดทีมเจรจาไทยเดินทางไปหารือที่สหรัฐถึง 2 รอบ และได้รับสัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ USTR ซึ่งต้องดูแลทั้งการเจรจา ART และการไต่สวนตาม มาตรา 301 พร้อมกันหลายประเทศ โดยไทยพยายามผลักดันให้ USTR จัดลำดับความสำคัญการพิจารณาไทย

สำหรับมาตรา 301 ซึ่งสหรัฐเตรียมนำมาใช้แทนมาตรา 122 ในประเด็น แรงงานบังคับ ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจะขยับจาก 10% เป็น 12.5% หลังสหรัฐปิดรับฟังความเห็นสาธารณะเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างสรุปข้อมูลเสนอประธานาธิบดีสหรัฐตัดสินใจ

ทั้งนี้ ต้องจับตาวันที่ 24 กรกฎาคม ว่าสหรัฐจะประกาศบังคับใช้มาตรา 301 ทันที หรือกำหนดช่วงเวลาผ่อนผันก่อนมีผลบังคับใช้ ขณะที่ทีมเจรจาไทยยังเดินหน้าเจรจาเต็มที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและลดผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.